วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หน้าหนาวและลูกน้อยกับโรคร้าย (แชร์ประสบการณ์)






หน้าหนาวและลูกน้อยกับโรคร้าย (แชร์ประสบการณ์)
                โรคร้ายที่มากับหน้าหนาว ความคิดของบางท่านดูเหมือนว่าจะไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงได้ (คนมีฐานะดี) เพราะวิวัฒนาการการรักษาโรคในแต่ละโรงพยาบาลหลายๆ แห่งมีความเชี่ยวชาญไม่แพ้กันเลย แต่ในกรณีของดิฉัน ไม่ใช่เลยค่ะ โรคร้ายที่ดิฉันเจอและเกิดขึ้นกับลูกน้อยของดิฉัน ก็คือ โรคเส้นเลือดใหญ่ตีบตัน คงสงสัยกันใช่ไหมคะ ว่ามันเกี่ยวอะไรกับโรคร้ายที่มากับหน้าหนาว ดิฉันจะแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับดิฉัน จนไม่มีวันลืมได้ลงเลยค่ะ
ดิฉันอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย การเป็นอยู่ฐานะครอบครัว ก็แค่พออยู่พอกิน ดิฉันได้แต่งงานและตั้งครรภ์เมื่ออายุได้ 20 ปี (ลูกคนแรก) ดิฉันและแฟนเป็นคนที่มีสุขภาพค่อนข้างแข็งแรงไม่ค่อยเป็นไข้หรือเป็นหวัด นานๆ ครั้งจึงจะเป็นสักครั้ง ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ ไม่มีวี่แววว่าจะเกิดสิ่งร้ายๆ กับชีวิตของเราเลยค่ะ ดิฉันคลอดลูกสาวคนแรกตอนอายุครรภ์ได้ 8 เดือนครึ่ง (คุณหมอบอกว่าคลอดครบกำหนด-คลอดแบบธรรมชาติ) ดิฉันก็เลี้ยงดูลูกน้อยของดิฉันเป็นอย่างดีมาตลอด การเลี้ยงลูกสำหรับคุณแม่มือใหม่ ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยนะคะ ส่วนมากก็จะเป็นการแนะนำของบรรดาญาติๆ บ้านข้างเรือนเคียง นั่นแหละค่ะ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับดิฉันและลูกน้อย เริ่มจากพอเข้าหน้าหนาว ตอนนั้นลูกน้อยดิฉันก็มีอายุได้ประมาณ 6 เดือนกว่า เริ่มมีอาการเป็นไข้หวัด มีน้ำมูก เป็นไข้ตัวร้อน ดิฉันก็พาไปพบคุณหมอ (อนามัย) ได้รับยาเป็นยาแก้ไขธรรมดา รับประทานยาตามคุณหมอสั่ง เวลาผ่านไป 3-4 วันอาการก็ไม่หาย และยังมีอาการไอเพิ่มมาด้วย ดิฉันก็ไปพบคุณหมอ (อนามัยเช่นเคย) ก็ได้ยาแก้อักเสบเพิ่มเติม ก็ทานยาแบบนี้จนยาหมด อาการของลูกน้อยก็ยังไม่หาย ที่แย่กว่านั้นก็คือ ไอเป็นเลือดและอาเจียนด้วย ลูกสาวดิฉันอายุได้ 7 เดือน (ป่วยนาน) ดิฉันก็พาไปพบคุณหมออีก (คราวนี้ไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาลในตัวเมือง) คุณหมอก็สั่งยาเพิ่มให้ คือ ยาแก้ไข้ ยาแก้ไอ ยาแก้อักเสบ (ยาแรงกว่าเดิม) ดิฉันก็กลับมาบ้านให้ยากับลูกน้อยตามหมอสั่ง 1-2 วันแรกอาการก็ดีนะคะ แต่พอเริ่มวันที่ 3 ทานอาหารเข้าไปก็อาเจียนออกทุกครั้ง ทานได้แต่นมแม่ (อาจจะเป็นเพราะนมอุ่น) ทำให้น้ำหนักตัวลดลง พอกลางคืนลูกน้อยของดิฉันก็ไอจนเป็นเลือดอีก (ไม่ได้หลับเลยค่ะ ทั้งแม่และลูก) กว่าที่ดิฉันจะสามารถเก็บเงินและพาลูกน้อยเดินทางไปโรงพยาบาลในตัวเมืองได้อีกครั้ง ลูกสาวดิฉันก็อายุได้ 8 เดือนแล้วละคะ คราวนี้ดิฉันได้พบกับคุณหมออีกคน คุณหมอท่านนี้ก็ได้วินิจฉัยว่า ต้องอัลตราซาวน์ปอด (เหมือนกับอัลตราซาวน์ท้องนั่นแระค่ะ) แต่ต้องทำให้น้องหลับก่อนนะคะ เมื่อต้องป้อนยา (ลูกสาวเป็นคนทานยายากมากค่ะ) ก็มีอาการอาเจียนออกหมดต้องป้อนยาถึง 2 ครั้ง ลูกสาวดิฉันถึงจะหลับ เมื่อคุณหมออัลตราซาวน์ปอดดูก็พบว่า ลูกสาวดิฉันเป็นโรคเส้นเลือดตีบตัน และเป็นปอดบวมร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องทำการแอดมิด (โชคดีที่ลูกสาวดิฉันมีบัตรสุขภาพสำหรับเด็ก) วิธีการรักษา คุณหมอรักษาด้วยการให้น้องดมยาเป็นเวลา 10 นาที ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง รักษาอย่างนี้เป็นเดือนเลยละคะ กว่าลูกสาวของดิฉันจะหายจากอาการปอดบวมจนหายดีแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่งโรคร้ายที่ยังติดตัวมา คุณหมอแนะนำ (ทำหนังสือส่งตัว) ให้เดินทางไปที่โรงพยาลแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งจะมีเครื่องมือและแพทย์ที่พร้อมกว่า เมื่อไปถึงคุณหมอก็ให้เข้าแอดมิดเช่นเดิม คุณหมอใช้เวลาในการดูอาการเป็นเดือน (โรงพยาบาลเป็นบ้านหลังที่2 แล้วละคะ) คุณหมออธิบายถึงการรักษาว่านอกจากเส้นเลือดตีนตันแล้ว หัวใจห้องล่างซ้ายยังรั่วอีก (โอ้แม่เจ้าหัวใจดิฉันจะสลาย ฟังคุณหมออธิบายไปและร้องไห้สงสารลูกมากๆค่ะ) ต้องทำการผ่าตัดด้วยการผ่ากระดูกอกออก (แหวกอก) และทำการใส่สายยางเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ เพื่อให้เลือดไหลเวียนและทำการเย็บหัวใจห้องที่รั่ว กระตุ้นให้หัวใจทำงานเป็นปกติ แต่จะต้องมาทำการเปลี่ยนสายยางทุก 5 ปี (ตอนนั้นกำลังคิดว่าลูกสาวดิฉันจะต้องเจ็บตัวอีกกี่ครั้ง ดิฉันก็รู้สึกเจ็บแทนแล้วละคะ) ตอนนั้นลูกสาวดิฉันอายุได้ 1 ขวบพอดี คุณหมอจึงตรวจสอบสุขภาพของลูกสาวก่อนทำการผ่าตัด เห็นว่าสุขภาพยังไม่แข็งแรงจึงให้กลับบ้านไปก่อน เมื่ออายุได้ 1 ขวบครึ่งค่อยรับการผ่าตัด ช่วงระยะที่มาพักฟื้นที่บ้าน สังเกตุได้ว่าหัวใจของลูกสาวดิฉันโตขึ้นเพราะเห็นได้ชัดว่าอกด้านซ้ายจะนูนผิดปกติ เมื่ออายุครบตามที่คุณหมอกำหนด (เกินไป 1 เดือน) ก็เข้ารับการผ่าตัด (ดิฉันดีใจและโชคดีมากๆ เป็นพระคุณอย่างสูงที่ลูกสาวดิฉันได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นคนไข้ในพระองค์จากพระเทพรัตนสุดาฯ)  เมื่อทำการรักษาผ่าตัดไปด้วยดี (เข้าหน้าหนาวอีกแล้ว) หลังรักษาและดูอาการหลังผ่าตัดประมาณ 1 เดือน คุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้  ลูกสาวดิฉันก็ทานนม อาหารได้เป็นปกติได้เกือบ 1 เดือน ซึ่งขณะนั้นดิฉันเดินทางมาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อถึงคราว ลูกสาวดิฉันดื่มน้ำและลักน้ำ (คุณแม่เป็นคนดูแลลูกสาวดิฉัน) คุณแม่บอกดิฉันว่าลูกสาวดิฉันสำลักน้ำ น้ำจึงเข้าปอดจนกลายเป็นปอดบวดอีกครั้ง มีอาการไอ อาเจียนตลอด ในวันที่ 3 หลังจากสำลักน้ำ เป็นคืนสุดท้ายที่ไอและอาเจียนเป็นเลือดเยอะมาก คุณแม่ต้องเดินทางเข้าเชียงใหม่เป็นการด่วนกลางดึก (ระยะทางจากเชียงรายถึงเชียงใหม่ก็ไกลโข) ลูกสาวดิฉันเสียชีวิตกลางทาง  นี่แหละค่ะโรคร้ายที่คร่าชีวิตเล็กๆ ของลูกน้อย ของดิฉัน
การป้องกันหรือวิธีการดำเนินชีวิตหลังจากได้รับการผ่าตัด
-                   การป้องกันโรคเส้นเลือดตีบตัน ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด คุณหมอแนะนำว่าให้ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นจำพวกผักและผลไม้ ไม่ทานอาหารจำพวกของหวานหรือไขมัน  ทานยาให้ตรงตามที่คุณหมอสั่งยาให้นะคะ(ในกรณีที่เป็นเด็กเล็กคุณหมอจะไม่ให้ทานยาค่ะ เพราะยาจะมีฤทธิ์แรงไป) และอย่าลืมที่จะออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ (ห้ามหักโหมนะคะ)
-                   หลังจากได้รับการผ่าตัด ต้องงดออกกำลังกาย จนกว่าคุณหมอจะอนุญาตค่ะ ที่อยู่อาศัยจะต้องมีอากาศโปร่ง ไม่มีอากาศที่เป็นพิษ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับมลภาวะเป็นพิษ ควรหาผ้าปิดจมูกไว้เสมอค่ะ ร่างกายต้องอบอุ่นอยู่เสมอ เพราะอาจจะเกิดการติดเชื้อหรือโรคปอดบวมแทรกซ้อนได้ค่ะ และต้องปฏิบัติตนตามคุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่ออายุที่ยาวนานขึ้นค่ะ
** ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ดิฉันก็ยังคงจำได้ไม่มีวันลืม หวังว่าประสบการณ์ครั้งนี้คงมีประโยชน์และอุธาหรณ์ ให้แกคุณแม่หลายๆ ท่านได้ไม่มากก็น้อยนะคะ ขอบคุณที่ให้แชร์ประสบการ์ค่ะ (แด่..น้องอามลูกรัก)**







อาหารเสริมสำหรับลูกน้อย





อาหารเสริมสำหรับลูกน้อย
                อาหาร เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญสำหรับร่างกายของชีวิตคนเรา ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นตามวัยและอายุ หากการรับประทานอาหารไม่มีคุณภาพ ร่างกายที่ได้รับเข้าไปก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ สุขภาพไม่แข็งแรง ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมา จึงจำเป็นที่ร่างกายของคนเราต้องการอาหารที่มีคุณภาพและมีคุณประโยชน์สำหรับทุกคน และทุกวัย
                อาหารที่เหมาะสมกับอายุและวัย ย่อมส่งผลที่ดีต่อสุขภาพร่างกายของลูกน้อยได้เช่นกัน อาหารเสริมที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อย คุณแม่ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้และปรึกษาคุณหมอ (ในกรณีที่ลูกน้อยสุขภาพไม่แข็งแรงตั้งแต่แรกคลอด) เกี่ยวกับอาหารที่มีผลต่อลูกน้อยเสมอ
อาหารแนะนำที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อย
·       ทารกแรกเกิด 1-3 เดือนแรก คงไม่มีอาหารชนิดใดที่มีคุณค่าสำหรับทารกแรกเกิด มากกว่าน้ำนมแม่อีกแล้วละค่ะ เพราะน้ำนมแม่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยแล้ว ยังช่วยให้ระบบการย่อยของกระเพาะอาหารของลูกน้อยได้ดีอีกด้วยค่ะ ทารกแรกเกิดมักต้องการน้ำนมแม่ทันทีหลังจากคลอดทันที ปริมาณที่ลูกน้อยต้องการคือ ลูกน้อยต้องดูดนมแม่อย่างน้อย 8-10 ครั้งต่อวัน ไม่ต้องกะเกณฑ์ว่าต้องดูดนมแม่เท่าไหร่ เพียงแค่คุณแม่ต้องปลุกลูกน้อยมาดูดนมให้บ่อยครั้งเท่านั้นค่ะ เพราะว่าทารกแรกเกิดมักจะหลับเป็นส่วนใหญ่ ยังต้องปรับสภาพจากอยู่ในครรภ์มานอกครรภ์ค่ะ ถ้าลูกน้อยกินอิ่มก็จะไม่งอแง น้ำหนักก็ขึ้นตามเกณฑ์ (คุณแม่ก็ต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ช่วยกระตุ้นน้ำนมให้เพียงพอกับลูกน้อยด้วยนะคะ) หรือถ้าคุณแม่เป็นคนที่มีน้ำนมมากอยู่แล้ว หากเกิดอาการคัดนม ก็สามารถให้ลูดดูดนมได้เลยค่ะ จะช่วยกระตุ้นน้ำนมและลูกน้อยกินอิ่มและหลับสบายค่ะ
·       อาหารเสริมสำหรับลูกน้อย วัย 3 เดือน การเจริญเติบโตของลูกน้อยทำให้ปริมาณน้ำนมคุณแม่ไม่เพียงพอต่อลูกน้อย จึงจำเป็นต้องหาอาหารเสริมให้กับลูกน้อย โดยเริ่มจากวันละมื้อก่อนนะคะ เพื่อเป็นการปรับการทำงานของกระเพาะอาหารของลูกน้อยค่ะ สังเกตได้จากลูกน้อยจะเอานิ้วมือเข้าปาก หรือพยายามคว้าของเข้าปากและมีท่าทางจะบดเคี้ยว
- กล้วยน้ำว้าสุกงอม ครูด 1 ผลก็พอค่ะ ครูดเอาแต่ผิวกล้วยน้ำว้า ไม่ต้องลึกมาก บดอีกทีให้ละเอียด กล้วยน้ำว้าช่วยให้ลูกน้อยมีระบบขับถ่ายที่ดีตั้งแต่เริ่มทานอาหารเสริม ทานจนครบเดือนแล้วค่อยๆ เพิ่มเป็นอย่างอื่นนะคะ
·       อาหารเสริมสำหรับลูกน้อย วัย 4 เดือน ช่วงนี้การทำงานกระเพาะอาหารของลูกน้อยมีการทำงานที่สามารถย่อยอาหารได้ดีขึ้น ควรเพิ่มอาหารเป็นข้าวบด ไข่แดง (ต้มจนสุก) ตับไก่ สลับกับกล้วยน้ำว้าสุกครูด หรือเพิ่มผักต้มจนเปื่อย เช่น ตำลึงบดกับข้าวบด เพิ่มมาเป็นวันละ 1-2 มื้อ ก่อนนะคะ
·       อาหารเสริมสำหรับลูกน้อย วัย 5-6 เดือน ควรเพิ่มอาหารประเภทปลา (เนื้อนิ่ม) และผักต้มสุกบดละเอียดง่าย เช่นฟักทอง มันเทศ สลับกับอาหารวัย 4 เดือน เพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้น สลับกับผลไม้ เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุก ช่วยให้ระบบขับถ่ายของลูกน้อยทำงานดีขึ้น
·       อาหารเสริมสำหรับลูกน้อย วัย 7-8 เดือน เริ่มใช้ไข่ไก่ทั้งฟอง (ต้มสุก) หรือทำเป็นไข่ตุ๋น เพิ่มเนื้อสัตว์บดกับข้าว เช่นเนื้อไก่ต้มจนเปื่อย เริ่มใช้เนื้อข้าวบดหยาบได้นิดหน่อยค่ะ ปรับสภาพการทำงานของกระเพาะอาหารลูกน้อย เพิ่มน้ำผลไม้ด้วยการเพิ่มทีละน้อยก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณค่ะ
·       อาหารสำหรับลูกน้อย วัย 9-12 เดือน เริ่มให้อาหารหลักเป็น 3 มื้อ ข้าวบดหยาบ 
อาหารเสริมสำหรับลูกน้อยที่แนะนำในเบื้องต้น คุณแม่สามารถปรับเปลี่ยนเมนูอาหารให้ลูกน้อยได้ตามต้องการ หรือหาเมนูใหม่ๆ จากเพื่อนบ้าน หรือในอินเตอร์เน็ต แต่คุณแม่ต้องให้อาหารตามประเภทและตามขั้นตอนนะคะ เพื่อการทำงานของกระเพาะอาหารที่ดีของลูกน้อยค่ะ
** ช่วงลูกน้อยเข้าวัยที่สามารถให้อาหารเสริมได้ ควรเสริมไข่แดงก่อนไข่ขาว เพราะไข่ขาวไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1-6 เดือน เนื่องจากย่อยยากและอาจจะเกิดอาการแพ้ได้ค่ะ  ข้าวบดควรบดขณะตอนร้อนๆ จะบดง่ายกว่า สามารถเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บได้ประมาณ 10 วัน และต้องนำมาอุ่นให้ร้อนก่อนนำมาป้อนลูกน้อย  หากลูกน้อยน้ำหนักน้อยสามารถให้ทานอาหารประเภทผัดได้ค่ะ **




วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เลือกซื้อ-ดูแล-ถนอมผ้าเพื่อคุณและลูกน้อย





เลือกซื้อ-ดูแล-ถนอมผ้าเพื่อคุณและลูกน้อย
                เสื้อผ้า เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องใช้เพื่อปกปิดร่างกายและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายตั้งแต่เกิดจนถึงชรา ในการเลือกซื้อเสื้อผ้าสำหรับคุณและลูกน้อยนั้น ควรจะเลือกให้เหมาะสมกับในแต่ละฤดูด้วยค่ะ  เช่น หน้าหนาว ก็ควรเป็นเสื้อผ้าที่มีความหนาเพื่อให้ความอบอุ่นเหมาะสมกับร่างกาย หน้าร้อน ก็ควรเป็นเสื้อผ้าแบบบางเบา เพื่อลดความชื้นและป้องกันผดผื่นที่จะเกิดขึ้นได้สำหรับคุณและลูกน้อย  หน้าฝน ก็ควรเป็นเสื้อผ้าแบบไม่หนาและบางเกินไป และต้องเปลี่ยนใส่ทุกครั้งที่มีความชื้น ป้องกันการเกิดโรคผิวหนังที่จะเกิดขึ้นได้ค่ะ
                ก่อนการซักผ้า คุณแม่ควรจะดูแลรักษาความสะอาดของราวตากผ้า เพราะการวางของราวผ้า มักจะวางไว้นอกบ้าน จึงมีฝุ่นเกาะตามราวผ้า และที่หนีบผ้า ก็ควรทำความสะอาดก่อนนำมาหนีบผ้าเช่นกันค่ะ เพราะถ้าหากไม่ทำความสะอาดก่อนแล้ว ฝุ่นที่เกาะตามราวผ้า ก็จะติดตามเสื้อผ้าที่เรานำไปตากจนเกิดความสกปรก จนบางครั้งต้องเสียเวลาในนำมาซักใหม่อีกครั้ง
                วิธีการซักผ้าและถนอมผ้าแบบเบื้องต้น  ที่หลายๆ คนเจอปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ กันตลอดเวลา ซักอย่างไรก็ไม่สะอาด ไม่ได้ดั่งใจเลยสักครั้ง วันนี้ดิฉันอยากแนะนำวิธีดูแล ถนอมผ้าและชุดโปรดของคุณและลูกน้อยมาฝากค่ะ (ดิฉันมักจะได้รับการแนะนำมาจากผู้ใหญ่ หรือคนในครอบครัวมาตั้งแต่เริ่มซักผ้าเองตั้งแต่เด็ก)
                วิธี - ขั้นตอนการดูแลรักษาและถนอมเนื้อผ้า
-          การแยกผ้าก่อนซัก ควรคำนึงถึงเสื้อผ้าจาก ผ้าสี – ผ้าขาว – ดำ – ผ้าสีตก - เสื้อ – กางเกง  - เนื้อผ้า - ชุดชั้นใน (ควรซักด้วยมือหากต้องการซักเครื่องก็ควรหาถุงผ้าใส่ที่เหมาะสมกับชุดชั้นใน)  วิธีนี้ เป็นการถนอมผ้าให้สะอาดสีสดใสอยู่เสมอ
-          รอยลิปสติก ใช้สเตคลีนถูบริเวณที่เปื้อน ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที และนำมาซักปกติ หรือแช่ไว้ในน้ำธรรมดาผสมเกลือ แช่ทิ้งไว้ 1 คืน นำมาซักปกติ หรือใช้วาสลีนถูบริเวณรอยเปื้อนเรื่อยๆ จนรอยเริ่มจางก็นำมาซักปกติ แค่นี้ก็ได้เสื้อผ้าที่สะอาดเหมือนเดิมแล้วล่ะคะ
-          รอยคราบปากกาลูกลื่นและปากกาเมจิก ใช้สำลีหรือฟองน้ำแห้งชุบแอลกอฮอร์เช็ดคราบจนรอยเริ่มจาง และนำไปซักตามปกติ หรือหากต้องการลบรอยปากกาเมจิกหรือปากกาหมึกซึม ก็ต้องใช้น้ำมันสนถู จนรอยเริ่มจาง หลังจากนั้นก็นำไปซักปกติ
-          รอยคราบดินสอ  นำยาสีฟันป้ายทิ้งไว้บริเวณที่เป็นรอย ขยี้เบาๆ จนเห็นว่ารอยจางลง ก็นำมาซักตามปกติ
-          รอยขึ้นราเล็กน้อย  หรือขึ้นราใหม่ๆ นำมาซักในน้ำร้อนๆ ที่ผสมด้วยสบู่ รอยจะจางลง หรือ บีบมะนาวลงบนเนื้อผ้าที่มีรอยที่ราขึ้น แล้วนำไปแช่กับผงซักฟอกประมาณ 1 ชั่วโมง ซักตามปกติ
-          ผ้าสีขาวกลายเป็นสีเหลือง ควรนำผ้ามาแช่กับน้ำส้มสายชูประมาณ 30 นาทีแล้วนำมาซักปกติ แค่นี้ก็จะได้ผ้าสีขาวเหมือนเดิมค่ะ
-          รอยเลอะคราบน้ำตาเทียน ครีม น้ำมัน คราบนี้ต้องอาศัยเตารีดช่วยในการละลายคราบก่อนนำไปซักค่ะ โดยนำแป้งที่ใช้สำหรับโรยตัวมาโรยบนคราบ นำกระดาษที่ซึมซับได้ดีวางทับอีกชั้น ตั้งเตารีดให้ร้อนพอประมาณ ใช้รีดบริเวณคราบก็จะได้เสื้อผ้าที่หมดคราบเหล่านี้ค่ะ นำไปซักตามปกติ
-          คราบเลอะเลือดฝังแน่น นำน้ำเย็นที่ผสมกับเกลือไว้ ค่อยชุบน้ำและถูเบาๆ จนรอยเริ่มจางลงเรื่อยๆ หลังจากนั้นใช้น้ำเปล่าถู เพื่อตรวจสอบว่าคราบจางลงหรือไม่ และนำไปซักตามปกติ
-          คราบเลอะโคลน  ปล่อยให้แห้ง และขยี้ให้โคลนแห้งออกให้หมอ และนำมาซัก ล้างในน้ำเปล่าหลายๆ รอบก่อนจะนำมาซักปกติ
การจัดเก็บของในตู้เสื้อผ้าก็ควรจัดให้เป็นหมวดหมู่ เช่น เสื้อ-กางเกง-กระโปรง ควรแขวนให้แยกกันคนละด้าน ชุดชั้นใน ถุงเท้าก็ควรหาตะกร้าแยกใส่ เพื่อให้หยิบจับง่าย และยังเป็นระเบียบเรียบร้อย ควรหาการบูรใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้าด้วยเพื่อป้องการการอับชื้นและแมลงที่จะเข้าไปวางใข่บนเสื้อผ้าได้อีกทางค่ะ
** เสื้อผ้าที่เป็นชุดโปรดหรือยังใหม่ แต่มีรอยเปื้อน ซักอย่างไรก็ไม่ออก มีอีกหนึ่งวิธีค่ะ นั่นคือ การปรับเปลี่ยนทรง หรือเพิ่มลวดลายบนเสื้อผ้า เพื่อปกปิดรอยเปื้อนบนเสื้อผ้าตัวโปรด และคุณยังได้ดีไซด์เสื้อผ้าตามใจคุณได้อีกด้วยนะคะ แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางด้วยค่ะ **





วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ลูกน้อยและพัฒนาการ 3 - 12 เดือน





ลูกน้อยและพัฒนาการ 3 - 12  เดือน
                เด็กที่มีความเฉลียวฉลาด มีพัฒนาการที่เร็วนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาการด้านสติปัญญาแล้ว ต้องมีการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตใจไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะนอกจากจะมีการพัฒนาการของตัวลูกน้อยเองแล้ว ยังสามารถพัฒนาการในการเจริญเติบโต เพื่อให้พร้อมต่อการอยู่ร่วมกันและผู้อื่นในสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลง พื้นฐานของการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นก็คือ อารมณ์และจิตใจ หากพื้นฐานมีอารมณ์และจิตใจที่ดี ก็สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมได้ดี
คุณแม่ที่ผ่านช่วงการดูแลลูกน้อยและพัฒนาการลูกน้อยมาจนถึงเดือนที่ 3 จะสังเกตเห็นว่าลูกน้อยเริ่มพลิกคว่ำ พลิกหงาย คุณแม่สามารถอยู่ใกล้ๆ พูดคุย คอยให้กำลังใจลูกน้อยเสมอ การใช้มือของลูกน้อยสามารถจับสิ่งของได้แน่นขึ้น คุณแม่ควรหาของเล่นนิ่มๆ เพื่อเพิ่มพัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมือและแขน  ลูกน้อยมีความสนใจสิ่งรอบข้างที่มีสีสันสดใสมากขึ้น หัดให้ลูกน้อยได้นอนตะแคงบ้าง นวดสัมผัสให้ลูกน้อยบ่อยๆ ด้วยก็ได้นะคะ
                เมื่อเข้าเดือนที่ 4 ลูกน้อยจะคอยหยิบหาสิ่งต่างๆ เข้าปาก คุณแม่ต้องระวังในการเลือกหาซื้อของเล่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยได้ ช่วงนี้ลูกน้อยเริ่มจะนั่งเองได้แต่ต้องนั่งตักคุณแม่ได้ โดยที่ไม่ต้องจับไว้  คุณแม่เพิ่มพัฒนาการลูกน้อยด้วยการเล่นกับลูกน้อยด้วยการทำท่าทางต่างๆ ให้ลูกน้อยรับรู้ถึงภาษาท่าทางเพิ่มขึ้นค่ะ
                เมื่อเข้าเดือนที่ 5 ลูกน้อยสามารถพลิกคว่ำ พลิกหงายได้เอง เมื่อลูกน้อยนอนคว่ำและต้องการขยับไปด้านหน้า ลูกน้อยอาจจะเกิดอาการหงุดหงิดเพราะขยับไม่ได้ จะงอแง  เพิ่มพัฒนาการการมองเห็นของลูกน้อยด้วยการพูดคุย เล่นกับลูกน้อยมากขึ้น ด้วยการใช้สิ่งของเป็นสื่อกลาง หรือให้ลูกเล่นกับกระจก
                เมื่อเข้าเดือนที่ 6 ลูกน้อยสามารถทรงตัวได้ นั่งเองได้  เพิ่มพัฒนาการลูกน้อยด้วยการเล่นของเล่นด้วยกัน และพูดคุยจากการขอ แบ่งปันของเล่นด้วยการแบมือขอ ลูกน้อยจะรับรู้ได้จากท่าทางของคุณแม่ และหาหนังสือที่มีสีสันเพิ่มความสนใจ สมาธิให้ลูกน้อย
เมื่อเข้าเดือนที่ 7-8 ลูกน้อยจะเริ่มตั้งตัวคลาน แสดงท่าทางได้ มีเสียงเมื่อต้องการสิ่งของ คุณแม่อาจจะเปิดเพลงที่มีทำนองช้าๆ ฟังแล้วสบายๆ ให้ลูกน้อยฟัง เพิ่มการพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ คุณแม่หาสิ่งของหรือของเล่น สอนลูกน้อยด้วยการถือของในมือสลับการถือของให้ลูกน้อยมองตาม และพยายามจับของในมือคุณแม่ เล่นจ๊ะเอ๋กับลูก
เมื่อเข้าเดือนที่ 9 หัดให้ลูกน้อยได้คลานเอง โดยการวางของที่ลูกน้อยอยากได้ห่างออกไปนิดหน่อย และเพิ่มพัฒนาการการการมองเห็นด้วยการหาของเล่นที่มีรูปทรงกลม ให้ลูกน้อยมองตามและคลานตามของเล่น  เพิ่มพัฒนาการสมองด้วยการเรียกชื่อลูกน้อยบ่อยๆ สอนให้เรียกพ่อ แม่  เพิ่มการจดจำของลูกน้อย คุณพ่อ คุณแม่ ควรพูดคุยกับลูกช้าๆ ชัดเจน และควรพูดคุยกับลูกน้อยบ่อยๆ
เมื่อเข้าเดือนที่ 10 ลูกน้อยสามารถจดจำและเลียนแบบท่าทางที่คุณแม่ทำให้ดูได้ จะทำเสียงอ้อแอ้ เมื่อต้องการสิ่งของจากคุณแม่ ช่วงนี้ลูกน้อยจะคลานเก่ง บางคนอาจจะเกาะยืนได้ แต่ยังยืนได้ไม่นานนัก
เมื่อเข้าเดือนที่ 11  ลูกน้อยสามารถเกาะยืนทรงตัวได้ มีการก้าวขาได้ 1-2 ก้าวแล้วก็ล้มนั่งลง เพิ่มพัฒนาการการทรงตัวของลูกน้อย ด้วยการตบมือแปะๆ ให้กำลังใจลูกน้อยเดินต่ออีก 3-4 ก้าว เมื่อลูกน้อยทำได้ก็ให้กำลังใจด้วยการพูดคุยและหอมแก้ม ทำให้ลูกน้อยรู้สึกมีความมั่นใจ
เมื่อเข้าเดินที่ 12 ลูกน้อยสามารถเดินได้เอง แต่จะเดินช้าๆ เพิ่มพัฒนาการการเคลื่อนไหวด้วยการพาไปเดินเล่น หรือทำของเล่นแบบหมุนให้ลูกน้อยจับและเดินไปรอบๆ
นอกจากการดูแลเอาใจใส่ในเบื้องต้นแล้ว คุณแม่อาจจะมีการจดบันทึกพัฒนาการลูกน้อย และสิ่งที่สำคัญที่คุณแม่ต้องปฏิบัติตลอดระยะเวลาในการดูแลลูกน้อยก็คือ การพูดคุย การเล่นหยอกล้อ การกอด การอุ้ม ส่งเสริมการได้ยินและเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกน้อยว่า คุณแม่อยู่ใกล้ๆ เสมอ คือ การเล่านิทานให้ฟังตั้งแต่ลูกน้อยได้ยินเสียง (3 เดือน) และเปิดเพลงเบาๆ ให้ฟังเหมือนกับตอนที่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ แค่นี้ลูกน้อยก็อารมณ์ดี เลี้ยงง่ายไม่งอแงค่ะ